กองทัพเปิดร่างสัญญาประชาคม 10 + 15 ข้อของนายกฯ

กองทัพเปิดร่างสัญญาประชาคม 10 + 15 ข้อของนายกฯ "จตุพร" ขอ "บิ๊กตู่" ทำให้เป็นรูปธรรม

เครดิต: manager.co.th
  • 4 เดือนที่ผ่านมา
  • แสดงผล 30 ครั้ง
กองทัพเปิดร่างสัญญาประชาคม 10 + 15 ข้อของนายกฯ จตุพร ขอ บิ๊กตู่ ทำให้เป็นรูปธรรม
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (แฟ้มภาพ)
        แม่ทัพน้อยที่ 1 เปิดเวทีสาธารณะภาคกลางแจงร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อ บวกภาคผนวกของนายกฯ อีก 15 ข้อ ให้ควบคุมพรรครับผิดชอบต่อนโยบาย ด้าน ประธาน นปช.หวังให้ปรองดองจะสำเร็จ ดูนายกฯ ทำให้เป็นรูปธรรม ส่วนเด็กเพื่อไทย บอกขอไปคุยกันในพรรค ขณะที่อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ไม่ขอวิจารณ์
       
       วันนี้ (17 ก.ค.) ที่กองทัพภาคที่ 1 เมื่อเวลา 13.00 น. พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นประธานเปิดเวทีสาธารณะ ในพื้นที่ภาคกลาง 26จังหวัด เพื่อชี้แจงร่างสัญญาประชาคม โดยมีประชาชน ตัวแทนกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองในภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ร่วมทั้งหมด 312 คนในพื้นที่ จ.ภาคกลาง จังหวัดละ 12 คน 71 พรรค การเมือง 2 กลุ่มการเมือง เช่น นายชวลิต วิชัยสุทธิ์ อดีตรักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส. กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึง NGOs ภาคประชาสังคม และ ภาคเอกชน เข้าร่วมเวทีอย่างคับคั่ง
       
       สำหรับการเสวนาครั้งนี้ พล.ต.อภิศักดิ์ สมบัติเจริญนนท์ ผู้แทนคณะอนุกรรมการพิจารณา การบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ คณะอนุกรรมการชุดที่2 ที่มีพล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และพล.ต.ชนาวุธ บุตรกินรี ผู้แทน คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนฯ หรือคณะอนุกรรมการชุดที่ 3 ที่มีพล.อ.เฉลิมชัย สิทธสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ได้ร่วมกันกล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการกว่าจะเป็นร่างสัญญาประชาคม โดยเน้นย้ำว่าร่างสัญญาประชาคมเป็นการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน
       
       ขณะที่ พล.ต.อภิศักดิ์ ยืนยันว่าเปิดกว้าง ไม่ได้ฟังความเห็นเฉพาะทหารเท่านั้น เช่นเดียวกับ พล.ต.ชนาวุธ บุตรกินรี ผู้แทนคณะอนุฯ 3 ยืนยันว่า ร่างสัญญาประชาคมฉบับนี้ เกิดขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายมากที่สุด ในประวัติการณ์ ส่วนข้อสังเกต ที่ใช้คำว่า”พึง” เพราะเป็นประชาชน จึงใช้คำว่าพึงในทางปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องใช้คำว่า “ต้อง”
       
       สำหรับเนื้อหาร่างสัญญาประชาคม แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ บทนำ ความคิดเห็นร่วม และภาคผนวกซึ่งเป็นความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี ที่ส่งมาเพิ่มเติม สำหรับร่างสัญญาประชาคมที่จัดทำเอกสารความคิดเห็นร่วมประกอบด้วย 10 ข้อ คือ 1. คนไทยทุกคน พึงร่วมมือกันสร้างบรรยากาศความสามัคคีปรองดองเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าใจระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้องในกรอบกฎหมาย มีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชนยอมรับความแตกต่างทางความคิดส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมและยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐและการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกรัฐสภา
       
       2. คนไทยทุกคนพึงน้อมนำศาสตร์พระราชา ประยุกต์ใช้ ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิตประกอบอาชีพอย่างสุจริตพึ่งพาตนเองได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและร่วมสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพของท้องถิ่นตลอดจนเศรษฐกิจฐานรากเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจเสรีรวมถึงส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ยกระดับรายได้และสร้างโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ 3. คนไทยทุกคนพึงยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม และศิระทำในการดำเนินชีวิตมีความซื่อสัตย์ไม่ร่วมมือสนับสนุนการทุจริตและพฤติกรรมมิชอบทุกเฟสรวมถึงตัวร่วมกันตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริตในระดับและปราศจากการคอรัปชั่น 4. คนไทยทุกคนพึงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและยอมรับเชื่อมั่นกระบวนการจัดการกับพยากรณ์ที่สุจริตและเป็นธรรมโดยต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเองบนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ
       
       5. คนไทยทุกคนพึงส่งเสริม การดูแลคุณภาพชีวิต และสาธาณะสุขตลอดจนการศึกษาที่มีคุณภาพให้เป็นไปอย่างทั่วถึงเท่าเทียมและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 6. คนไทยทุกคนพึงเคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฏหมาย สนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม 7. คนไทยทุกคนพึงใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน 8.คนไทยทุกคนพึงตระหนัก ในการส่งเสริมสังคมให้มีมาตรฐานสากล ตามกฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี 9. คนไทยทุกคนพึงส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ให้สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนิน การทุกขั้น ตอน 10. คนไทยทุกคนเรียนรู้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ
       
       สำหรับร่างสัญญาประชาคมมาจากการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 8 พฤษภาคม โดยนำมาร่วมกับทบทวนการศึกษาวิจัยและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งในวันนี้จะเป็นการแถลงถึงขั้นตอนวิธีการจัดทำและเนื้อหาสาระของร่างสัญญาประชาคมรวมถึงกระบวนการการจัดทำความเห็นร่วมที่ทุกเสียงของประชาชนทั้งข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะและประเด็นสำคัญที่มีประโยชน์และมีความสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ไขปัญหาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามในบางเรื่องรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 60%
       
       นอกจากนั้นยังมีภาคผนวกที่เป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งหมด 15 ข้อ มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยต้องมีกลไกในการตรวจสอบ มีกลไกควบคุมให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อการประกาศ โฆษณานโยบายที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบด้านรวมทั้งกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบต่อประชาชน
       
       "การทุจริตระดับนโยบายจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เช่น การตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองและประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐ นักการเมืองทุกคนต้องยึดถือจริยธรรมและจรรยาบรรณในอาชีพ ภาคการเมืองต้องปรับปรุงกระบวนการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ระบบการเมืองที่เหมาะสม พร้อมกันนั้นคนไทยต้องมีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชนและยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นนอกจากนี้จะต้องส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์และยุติธรรมรวมถึงการยอมรับผลการเลือกตั้ง ที่เป็นไปด้วยความชอบธรรม" เนื้อหาส่วนหนึ่งของภาคผนวกระบุ
       
       เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเน้นในเรื่อง การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิต โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเสรี การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร รวมถึงการให้ความร่วมมือในการจัดการการทุจริตฉ้อฉลและอำนาจนอกระบบอย่างเด็ดขาด โดยการนำหลักธรรมาภิบาลหรือระบบบริหารจัดการที่ดีมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโปร่งใสและตรวจสอบได้
       
       "ส่วนการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐเพื่อจูงใจให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในภาครัฐและสามารถเจริญก้าวหน้าตามความสามารถและผลสัมฤทธิ์ของงาน การบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐจึงต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบและต้องขจัดการซื้อขายตำแหน่ง หรือการเรียกรับผลประโยชน์ในทุกโครงการ”ภาคผนวก ระบุ
       
       ขณะที่ นายจตุพร กล่าวแสดงความเห็นในเวทีชี้แจงร่างสัญญาประชาคมว่า เมื่อ คสช. ได้เริ่มกระบวนการสร้างความปรองดองประชาชนก็ไม่เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้ซึ่งตนก็บอกว่าครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญพระกระเเสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ในเรื่องดังกล่าว ขอให้แผ่นดินมีความรักความสุขและความปลอดภัยซึ่งเป็นพระกระแสรับสั่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 และ 14 ม.ค. 2560 จึงทำให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือจนกระทั่งวันนี้ซึ่งการทำงานตั้งแต่ชุดเริ่มต้นไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ ทำงานอย่างสุขุมคัมภีรภาพ พูดกันด้วยมธุรสวาจา ซึ่ง 10 ข้อที่ออกมาก็แปลงมาจาก 10 คำถาม โดยเนื้อหา 10 ข้อคือนามธรรม จะให้เป็นรูปธรรมได้นั้นคือ การทำให้ 10 ข้อสามารถสร้างความปรองดองในชาติขึ้นได้จริง
       
       "ผมยินดีให้ความร่วมมือตั้งแต่ต้นจนจบมาตลอด โดยที่ผมและ นปช.ไม่เป็นอุปสรรค แต่สิ่งที่สำคัญขึ้นอยู่กับผู้ที่มีอำนาจที่รับผิดชอบก็คือนายกรัฐมนตรีและคสช. ผู้ซึ่งอัญเชิญพระกระแสรับสั่ง มาเชิญชวนประชาชนให้ร่วมปรองดอง หลายข้อแม้จะยังมีข้อสงสัยก็ถือเป็นเรื่องเล็ก ถ้าเราปรองดองกันได้ก็ไม่ต้องกลับไปเหมือนเดิม เรื่องรบกันไม่ยาก แต่เรื่องรักกันยาก ผมหวังว่าให้ปรองดองจะสำเร็จ เพราะหากไม่สำเร็จจะเกิดวิกฤติที่รอข้างหน้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ คนนอกหรือคนในก็เกิดวิกฤติอยู่แล้วถ้าไม่มีการปรองดอง ปัญหาและสถานการณ์ก็ยิ่งจะเลวร้ายขึ้น ดังนั้นขอให้พิสูจน์กันก่อนว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามสัญญาประชาคม แม้จะเป็นนามธรรมแต่จะให้นายกฯ ใช้เวลาที่เหลือทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม" นายจตุพร กล่าว
       
       นายจตุพร กล่าวอีกว่า ถ้าสังคมอยู่ในความกลัวความปรองดองก็ไม่เกิดเพราะฉะนั้นต้องเริ่มจากกล้า ที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยเพราะรักชาติบ้านเมืองเหมือนกันรักสถาบันเหมือนกัน ซึ่ง 10 ข้อในร่างสัญญาประชาคมถือเป็นแค่ภาคแรก ต้องดูภาคต่อไป จะทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คนไทยรับได้อยู่แล้ว เหมือน ศีล 5 ที่คนก็เห็นด้วยแต่จากปฏิบัติได้หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผ่านมากองทัพก็เคยทำประสบความสำเร็จมาแล้วเช่นนโยบาย 66 / 23เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลว่ากรรมการที่ทำเรื่องนี้เป็นนายทหารแล้วจะเป็นกลางหรือไม่ ผลที่ออกมาคนไทยรับได้ ที่เหลือก็เป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี หวังว่าเมื่อเกิดความปรองดองขึ้นแล้วคงจะไม่กลับไปเหมือนเดิมทหารก็ไม่ต้องเข้ามาอีก แล้วก็ไม่ต้องทำปรองดองกันอีกซ้ำอีก เนื้อหาของสัญญาประชาคม เป็นลายลักษณ์อักษรที่กว้างๆ ขั้นตอนและการปฏิบัติ ทางรัฐบาลยังมีเวลาที่จะทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ใช้เวลาหนึ่งปีกว่าๆ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบ
       
       ทางด้าน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการรับฟังร่างสัญญาประชาคมเห็นว่ามีการประดิษฐ์ถ้อยคำที่สวยงามซึ่งต้องดูว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร เบื้องต้นตนยังไม่ขอเเสดงความคิดเห็นเพราะต้องนำรายละเอียดของร่างสัญญาประชาคมไปพูดคุยภายในพรรคก่อน แต่เห็นว่าร่างสัญญาประชาคมดังกล่าวยังไม่ได้ลงลึกไปในรายละเอียด ที่ต้องมีการพูดถึงการเยียวยาและสาเหตุของความขัดแย้งอย่างรายงานฉบับของคณะกรรมการอิสระและตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. และรายงานฉบับของสถาบันพระปกเกล้า อย่างก็ไรตามยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะให้ความร่วมมือต่อกระบวนการดังกล่าวอย่างเต็มที่
       
       ขณะที่ นายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าเรื่องปรองดอง ตนขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการปรองดองโดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ในส่วนร่างสัญญาประชาคม 10 ข้อนั้น ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่เชื่อว่าประชาชนที่ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ นั้น จะเข้าใจในวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไป




กำลังโหลด.....



กำลังโหลด...