ศาลให้ประกัน 8 ล้าน

ศาลให้ประกัน 8 ล้าน "ถวิล พึ่งมา" คดีลักเงิน สจล.

เครดิต: nationtv.tv
  • 5 วันที่ผ่านมา
  • แสดงผล 8 ครั้ง
กองปราบฯ ฝากขัง "ถวิล พึ่งมา" อดีต อธก.สจล.-อดีต ผจก.ไทยพาณิชย์สุวรรณภูมิ 6 ข้อหาปลอมเอกสารลักเงินสจล. 700 ล้าน ก่อนได้ประกัน 8 ล้าน ส่วนอดีต ผจก.ธนาคารได้ประกัน 8 แสน ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศ ขณะที่คดี สจล.อีก 500 ล้านอัยการฟ้องปี 58 ศาลมีนบุรีฯ รอสืบพยานโจทก์ พ.ย.นี้ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซ.สีคาม ถ.นครไชยศรี เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 14 พ.ย.60 พนักงานสอบสวน กองบังคับการกองปราบปราม ควบคุมตัวนายคงฤทธิ์ สิงห์นุโคตร อายุ 51 ปี อดีตผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3M และนายถวิล พึ่งมา อายุ 63 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ยื่นคำร้องขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 -25 พฤศจิกายน เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานอีกอีก 10 ปาก และรอผลการตรวจประวัติการต้องโทษผู้ต้องหา ในชั้นนี้พนักงานสอบสวนไม่ค้านการประกันตัวหากยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

โดยคำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 19 ก.ย.52 - 8 เม.ย.57 ต่อเนื่องกัน ขณะนั้น นายคงฤทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ ฯ และนายทรงกลด ศรีประสงค์ เป็น ผช.ผจก.สาขา, น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ เป็น ผอ.ส่วนการคลัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินของสถาบัน, นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดี สจล. ดูแลบริหารงานคลัง สจล., นายถวิล พึ่งมา อธก.สจล., นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด, นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์, นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการณ์ เป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้มีหน้าที่ใน สจล. ได้ร่วมกันลักเงิน สจล.ที่อยู่ในบัญชีเงินฝาก กับ ธ.ไทยพาณิชย์ สจล., สาขาสุวรรณภูมิ 3M และ ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขา สจล. รวมทั้งหมด 7 บัญชีไป

โดย น.ส.อำพร ผอ.ส่วนการคลัง ใช้อุบายให้ สจล. อนุมัติการจ่ายเงินด้วยการทำบันทึกเสนอขอเบิกเงินจากสถานบันฯ อ้างว่าจะฝากประจำเผื่อให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น เมื่อ สจล.อนุมัติในการเบิกถอนเงินจากบัญชีแล้ว น.ส.อัมพรและนายสรรพสิทธิ์จึงร่วมกันลงนามเบิกเงินจากบัญชาหลายครั้ง โดยทั้งสองยังร่วมกับเบิกเงินจากบัญชีโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก สจล. หลังจากนั้นให้นายทรงกลด ผช.ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ฯ และนายคงฤทธิ์ ผจก.สาขาสุวรรณภูมิฯ เบิกถอนเงินจากบัญชี แล้วไปซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อนำเข้าบัญชีของนายกิตติศักดิ์, นายพูนศักดิ์ และนายจริวัตรที่เป็นบุคลภายนอก และบัญชีของนายทรงกลด ผช.ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ฯ โดยที่กลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีนิติกรรมสัมพันธ์ หรืเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินจาก สจล.แต่อย่างใด

แล้วผู้ต้องหาได้รับปนระโยชน์ดังกล่าวจากการร่วมกันปลอมใบนำฝากเงิน และสมุดคู่ฝากเงินของ สจล. เพื่อหลอกลวง สจล.ว่ามีการนำเงินเข้าในบัญชีแล้วเพื่อปกปิดการกระทำผิด แต่ สจล.ตรวจสอบพบว่าบัญชีเงินฝากหายไปอีก 7 บัญชี คือ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา สจล. 5 บัญชี, สาขาสุวรรณภูมิ 3M และ ธ.กรุงศรีอยุธยาฯ สาขา สจล. รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 708,578,411.44 บาท และต่อมาตรวจสอบพบว่านายทรงกลด ผช.ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาฯ ได้อนุมัติถอนเงินอำนวยความสะดวกให้การถอนเงินโดยมีบุคคลนำเอกสารอนุมัติถอนเงินไปมอบให้นายคงฤทธิ์ ผจก.สาขาฯ ดำเนินการถอนเงินจากบัญชีซึ่งเป็นการถอนเงินต่างสาขาแล้วแบ่งโอนเข้าบัญชีต่างๆ ส่วนเงินที่เหลือนำไปซื้อแคชเชียร์เช็ค สั่งจ่ายให้นายพูนศักดิ์ บุคคลภายนอกซึ่ง สจล.ไม่มีนิติสัมพันธ์หน้าที่ตามกฎหมาย

โดยพนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานขอออกหมายจับผู้ต้องหาดังกล่าว จนมีการนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี โดยผู้แทน สจล.ได้เข้าร้องทุกข์ต่อกองปราบปรามเมื่อวันที่ 23 เม.ย.58 ซึ่งนายคงฤทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ถูกตร.กก.1 บก.ป.จับกุมวันที่ 13 พ.ย.60 เวลา 00.25 น. ตามหมายจับศาล จ.2465/2560 ลงวันที่ 6 พ.ย.60 โดยกล่าวหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม, สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้นและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11), 147, 151, 157, 265, 268 ประกอบมาตรา 83, 86 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 8, 11

ส่วนนายถวิล อดีต อธก.สจล. สอบสวนพบว่า ขณะทำความผิดได้ลงลายมือชื่อในตัวอย่างลายมือชื่อและมีชื่อในการเปิดบัญชีที่ทุจริตทั้งที่ตนเองยังไม่มีอำนาจเป็นผู้บริหาร สจล. และมีการทำหนังสือถึง ธ.ไทยพาณิชย์ไม่ให้ตรวจสอบบัญชีของ สจล. ซึ่งนายถวิลในฐานะอธิการบดี มีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์ แต่กลับยับยั้งไม่ให้ดำเนินการตรวจสอบ และเมื่อพ้นหน้าที่แล้วยังได้ลงลายมือชื่อในฐานะอธิการบดี มอบอำนาจให้แจ้งความว่าสมุดบัญชีที่ทุจริตสูญหาย เพื่อดำเนินการปิดบัญชี โดยมีเจตนาทุจริตปิดบังการกระทำของตนเองและพวก

โดยเมื่อวันที่ 14 พ.ย.60 เวลา 07.00 น. ตร.กก.1 บก.ป.จับกุมนายถวิล ได้ตามหมายจับ จ.2468/2560 ลงวันที่ 9 พ.ย.60 พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันลักทรัพย์ , ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม , เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (7) (11), 147, 151, 157, 265, 268 ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานองค์กรมาตรา 4, 8, 11 ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธ เหตุเกิดที่แขวง-เขตลาดกระบัง กทม., ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ภายหลังนายคงฤทธิ์ อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ และนายถวิล อดีตอธก.สจล. ผู้ต้องหา ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขังนี้ต่อมาศาลอาญาทุจริตฯ พิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์แล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว นายคงฤทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 โดยตีราคาประกัน 800,000 บาท ส่วนนายถวิล ผู้ต้องหาที่ 2 ตีราคาประกัน 8 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นได้รับอนุญาตจากศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีลักเงิน สจล.นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2558 พนักงานอัยการคดีอาญา 11 (มีนบุรี) ก็ได้ยื่นฟ้อง นายถวิล อดีต อธก.สจล. ร่วมกับนายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ฯ สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์, น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนการคลัง สจล., นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์, น.ส.จันทร์จิรา โสประดิษฐ์, นางสมบัติ โสประดิษฐ์,นางระดม มัทธุจัด, นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการณ์, นายภาดา บัวขาว, นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ อดีต ผช.อธก.สจล. และนายศรุต ราชบุรี เป็นจำเลยที่ 1-11

ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม, ร่วมกันปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันฟอกเงิน,สนับสนุนพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต, สนับสนุนพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

กรณีวันที่ 25 มิ.ย.-12 พ.ย.55 พวกจำเลยร่วมกันถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง รวม 4 บัญชี เป็นเงินจำนวน 510,000,000 บาท ของ สจล. ผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยมิชอบ และจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 3-8 กับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ยังร่วมกันฟอกเงินด้วยการนำเงิน 303,860,643.96 บาท ของสจล. ผู้เสียหายที่ 1 โอนกลับเข้าบัญชีเงินฝาก ธ.ไทยพาณิชย์ฯ สาขาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน เพื่อไม่ต้องให้รับโทษหรือรับโทษน้อยลงด้วย

โดยขณะนี้ คดีศาลจังวัดมีนบุรีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอสืบพยานโจทก์ในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งจำเลยมี 8 คนไม่ได้รับประกันตัวชั้นพิจารณา




กำลังโหลด.....



กำลังโหลด...